SOP เขียนอย่างไรดี?

posted on 10 Nov 2015 15:05 by drpetong in Miscellaneous

สวัสดีครับ :)

สืบเนื่องจากบทความเกี่ยวกับเรื่องเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการสมัครเรียนต่อไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นปริญญาตรี โท หรือเอก นั่นก็คือ Statement of Purpose 

Statement of Purpose หรือเรียกสั้นๆ ว่า SOP คืออะไร?

มันก็คือเรียงความเกี่ยวกับตัวเราที่จะเป็นตัวทำให้คณะกรรมการรู้จักเรามากขึ้น ชื่อก็บอกว่า Purpose ที่แปลว่า จุดประสงค์ ดังนั้นสิ่งสำคัญใน SOP ก็คือ เป้าหมายหรือจุดประสงค์ว่าทำไมเราถึงชอบหรืออยากเรียนสาขานี้ และทำไมเราถึงอยากเข้ามหาลัยนี้ มีเป้าหมายอย่างไรบ้างนั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว SOP จะมีความยาวอย่างมาก 2 หน้ากระดาษเอสี่ ทั้งนี้ทั้งนั้นบางมหาลัยอาจมีกำหนดจำนวนคำที่แน่นอนมาให้ ก็ต้องดูเป็นกรณีไป

 

แล้วเราจะเริ่มเขียนอะไร ยังไงดีหละ?

แนะนำให้เราแบ่งเนื้อหาเรียงความที่จะเขียนเป็น 4 หัวข้อหลักๆ ได้แก่

1. Background: ทำไมเราถึงเลือกเรียนสาขานี้ (เป็นการปูพื้นให้กรรมการได้รู้จักเราในอดีตมากขึ้น)

ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ดู

  • อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เลือกเรียนสาขานี้ (อาจเป็นคน ครอบครัว สิ่งของ งานที่เคยทำ หรือบทความที่เคยอ่าน)
  • ปัจจุบันนี้เราสนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ทำอะไรอยู่รึป่าว

2. Experiences: ประสบการณ์การทำงาน ผลงาน รางวัลที่ภาคภูมิใจที่ผ่านมา 

  • หากทำคะแนนวิชาเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่จะเรียนได้ดีเยี่ยมก็สามารถนำมาพูดถึงได้
  • ควรเลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่จะเรียนมากที่สุด 
  • เล่าด้วยว่าการไปฝึกงานนั้น หรือผลงาน รางวัลทีเ่ราได้นั้น มันสอนอะไรให้กับเรา และเราคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อสาขาหรือสายงานนี้ในอนาคตอย่างไร

3. Why this University: ทำไมต้องมหาวิทยาลัยนี้

  • แสดงให้เห็นถึงความสนใจ และการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียนของสาขาที่เราจะสมัคร
  • หาเหตุผลที่โดดเด่นว่าทำไมเราถึงเลือกจะเรียนหลักสูตรนี้ มันพิเศษและแตกต่างจากมหาลัยอื่นอย่างไร
  • แล้วคิดว่าความสามารถของเราจะช่วยอะไรให้กับมหาลัยนี้ได้หรือไม่ (optional) 

4. Ultimate Goal: ความฝันในอนาคต

  • จริงๆ ส่วนนี้สำคัญอยู่นะ เพราะคิดว่ากรรมการต้องการคนที่มีทัศนคติที่ดีและความรักที่จะเรียนต่อในสาขานี้จริงๆ 
  • ในอนาคตต้องการทำอะไรในสาขานี้/จบแล้วจะทำอะไร 
  • คิดว่าคอร์สเรียนนี้ช่วยอะไรคุณมากไหมในการทำความฝันของคุณ 

ก่อนเริ่มเขียนก็อยากให้ลองระดมความคิดจาก 4 หัวข้อเหล่านี้คร่าวๆ ว่าเราจะเขียนอะไรลงไปบ้าง  ละก่อนไป มีทิปส์เล็กๆ น้อยๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มเขียน :)

+ พยายามเลือกสิ่งที่โดดเด่น แตกต่าง และเข้ากับสาขาที่จะเรียนมากที่สุดมาเขียน

+ จำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่าง แต่เราจะต้องเลือกสิ่งที่จะเล่า และทำให้เค้าประทับใจ

+ เขียนให้เป็นเรื่องเดียวกัน ลื่นไหล และมีเอกภาพ ในแต่ละย่อหน้าต้องมีการเชื่อมโยงกัน อันนี้สำคัญมาก (เขียนเสร็จคร่าวๆ แล้วลองมานั่งอ่านแต่ต้นจนจบดู)

+ ให้คนอื่นทั้งที่อยู่ในสายเรียนเราหรือไม่อยู่ได้ลองอ่าน แล้วลองถามความเห็นว่าเค้าเข้าใจมากน้อยแค่ไหน เรื่องราวที่เขียนน่าสนใจหรือไม่

+ พยายามเขียนให้เป็นตัวเรามากที่สุด ดูตัวอย่างได้ แต่ห้ามลอก 

+ แนะนำให้เขียนเป็นเชิง "เล่าเรื่อง" มากกว่า "อธิบาย"  --> อาจจะไม่จำเป็นต้องเขียนตามฟอร์ม 4 หัวข้อที่ให้มาเป๊ะๆ แต่อาจดัดแปลง เขียนไงก็ได้ แต่ยังคงตอบคำถาม 4 ข้อใหญ่ๆ เหล่านี้ 

+ ก่อนเขียนลองคิดก่อนว่า เราอยากให้กรรมการเห็นอะไรในตัวเราบ้างหลังจากที่เค้าอ่านจบ จากนั้นก็ลองเรียบเรียงเรื่องราว ประสบการณ์ที่ผ่านมา กลั่นกรองออกมา ให้ไปในแนวทางที่เราอยากให้กรรมการหรือคนอ่านได้รับกลับไป

+ ประโยคแรกและประโยคสุดท้ายค่อนข้างสำคัญ ควรกระชับ และสร้างความประทับใจให้ผู้อ่าน เพราะประโยคแรกจะเป็นสิ่งที่ทำให้คณะกรรมการประทับใจและอยากอ่านต่อ ส่วนประโยคสุดท้ายก็เหมือนเป็นการทิ้งความประทับใจไว้ให้กรรมการ ให้เขาจำเราได้ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับประโยคแรกหรือย่อหน้าแรก และส่วนสุดท้ายเช่นกัน 

+ สำหรับคนที่สมัครเป็น 10 มหาลัย และหากขี้เกียจ (ซึ่งเป็นกันทุกคน ฮ่าๆ) แนะนำว่าให้เขียนโครงร่างเรียงความ SOP ไว้ แล้วค่อยมาเปลี่ยนย่อหน้าส่วนที่พูดถึง Why this university ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละมหาวิทยาลัยไป แต่หากมหาลัยนั้นๆ มีการระบุชุดคำถามแยกออกมา ก็จำเป็นที่จะต้องมาเพิ่มหรือลดส่วนที่เขียนไปแล้ว 

 

ตัวอย่างการเขียน SOP และเทคนิคการเขียน
1) https://grad.ucla.edu/asis/agep/advsopstem.pdf
2) https://ed.stanford.edu/sites/default/files/Statement-of-Purpose.pdf
3) http://ls.berkeley.edu/files/statement_of_purpose.pdf 
(นี่เป็นตัวอย่างของการเขียนต่อโทหรือเอก โดยถ้าเป็นระดับชั้นนี้แล้วการที่เราแสดงให้กรรมการเห็นว่าเรามีประสบการณ์หรือมีความรู้ทางสาขาที่จะสมัครแน่นจะทำให้เราน่าสนใจมากขึ้น อย่างในตัวอย่างนี้ผู้เขียนเน้นแกนหลักของเรื่องเป็นเรื่องของหัวข้องานวิจัยที่เค้าเคยทำ และนำเสนอความคิดในเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อนั้น)
4) http://engineering.missouri.edu/civil/files/GradAppliStatement-Ex1.pdf 

สวัสดีครับ :D  

วันนี้จะขอมาแนะนำวิธีการเตรียมสอบทุน กพ สำหรับเรียนต่อต่างประเทศระดับปริญญาโท-เอก สำหรับบุคคลทั่วไป จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมนะครับ 

ผมสอบมาเมื่อปี 2015 ครับ การสอบทุน กพ นั้นจะมีทั้งหมด 2 รอบ รอบแรก: สอบข้อเขียน และ รอบสอง: สอบสัมภาษณ์   โดยวันนี้จะขอพูดถึงในส่วนของรอบแรกก่อนละกัน  

การสอบข้อเขียนในรอบแรกนั้นจะมีสอบ 2 รอบ คือในรอบเช้าเป็นวิชาภาษาอังกฤษ และรอบบ่ายเป็นวิชาความถนัด ความสามารถทั่วไป  

1 วิชาภาษาอังกฤษ  

สอบตั้งแต่ 9.00-11.00น. 

ข้อสอบจะมีทั้งหมด 100 ข้อ แนวข้อสอบจะคล้ายกับ TU-GET แต่ยากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ฮ่าๆ   โดยข้อสอบจะมีการแบ่งเป็น 3 ตอนนั่นคือ

  • ความรู้ทางคำศัพท์ (Vocabulary)  ข้อสอบจะเน้นให้หาคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำที่กำหนดมาให้ในประโยค  โดยคำศัพท์ขอบอกว่าโหดพอสมควรเลยทีเดียว 50% ของคำศัพท์อยู่ใน GRE  และอีก 50% เป็น TOEFL  ดังนั้นไปท่องๆ มาด้วยก็ดี   
  • ความรู้ทางไวยากรณ์ (Grammar)  ก็คือส่วนของ Error recognition ที่จะมีประโยคมาพร้อมกับขีดเส้นใต้กลุ่มคำหรือวลี จากนั้นให้เราเลือกว่าอันไหนที่เขียนผิดตามกฎไวยากรณ์   
  • การอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading comprehension)  ก็คือส่วนการอ่านที่มีบทความความยาว 3-5 ย่อหน้ามาให้อ่าน ให้เราทำความเข้าใจ จับใจความ และตอบคำถามจากบทความนั้นๆ   

แนะนำให้ท่องศัพท์ไปบ้างเยอะๆ เพราะหากเรารู้ศัพท์เยอะนอกจากจะช่วยในการทำส่วนของคำศัพท์แล้วยังช่วยให้เราอ่านบทความได้เข้าใจดีขึ้นด้วยหากเจอศัพท์แปลกๆ และก็ลองฝึกทำข้อสอบจาก TU-GET, CU-TEP หรือ TOEFL อาจจะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ช่วยได้แน่นอน      

2 ภาษา ความถนัด และความสามารถทั่วไป  

สอบภาคบ่าย ตั้งแต่ 13.00-15.00น. 

วิชาที่สองภาษาความสามารถทั่วไป มี 100 ข้อเหมือนกัน ขอเตือนตัวใหญ่ๆ เลยว่าข้อสอบนี้เป็น SPEED TEST นะครับ คือจะต้องบริหารเวลาดีดี ละถ้าข้อไหนเห็นเวลาใช้เวลานานเกิน 1 นาที แนะนำให้เปลี่ยนไปทำข้ออื่นก่อนเลย ได้เห็นข้อสอบหมดทุกข้อยังดีกว่านะคับ 555     โดยข้อสอบจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

  • ความถนัด และความสามารถทั่วไป ส่วนนี้จะประกอบไปด้วย  ความสามารถทางด้านการคิดคำนวณ: คณิตศาสตร์พื้นฐาน (หาหนังสือสรุปคณิตมอต้นมอปลายมาอ่าน), อนุกรม (มีทั้งอนุกรมธรรมดา, อนุกรมที่โคตรซับซ้อนต้องมโนห้าตลบ), วิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง กราฟ แผนภูมิ (ตัวเลขหลักล้านเลยทีเดียว เทคนิคคือให้พยายามปัดเช่น 37290 เวลานำมาคิดก็อาจจะใช่แค่ 37000) ความสามารถทางด้านเหตุผล: อุปมา อุปไมย, ตรรกศาสตร์, เงื่อนไขภาษา (บึ้มมากส่วนนี้ คือต้องมีสติและตั้งใจทำไปทีเดียว จะได้ไม่ผิดกลางทาง เพราะเป็นส่วนที่ค่อนข้างใช้เวลาหากอยากจะได้คะแนน โจทย์จะกำหนดเงื่อนไขมาประมาณ 5-15 เงื่อนไข จากนั้นเราจะต้องนำเงื่อนไขต่างๆ มาตีความไปสร้างตารางและเติมข้อมูลต่างๆ ที่ได้รู้จากเงื่อนไขหรือสามารถคาดเดาได้จากข้อมูลที่ได้มา และนำไปตอบคำถาม), เงื่อนไขสัญลักษณ์  
  • ภาษาไทย โจทย์จะเน้นเกี่ยวกับการอ่านวิเคราะห์บทความทั้งสั้นและยาว  

 

ข้อสอบส่วนตอนบ่ายจริงๆ แล้วจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ยากคือ ยากที่เราจะทำให้ทันเวลาละมีเวลามาทวนข้อสอบ เพราะโจทย์เลขนี่ให้เลขมาจำนวนเยอะมาก แบบต้องใช้เวลาคิด ดังนั้นถ้าข้อไหนเราประมาณได้ ก็ประมาณไปเลย และอย่าดูถูกข้อสอบคณิตหละ ไปท่องสูตรพื้นที่นู่นนี่ สมการนู่นนี่ที่เคยเรียนตอนมอต้น มอปลายมาให้ทั้งหมดเลยก็ดี เพราะเราไม่สามารถเดาได้ว่ามันจะเอาเรื่องไหนมาออก   ผมแนะนำให้ไปทำส่วนของบทความภาษาไทยก่อนเลยเป็นอันดับแรกเพราะถึงจะใช้เวลานานนิดหน่อยในการอ่านทำความเข้าใจ แต่อ่านแล้วคิดว่าตอบคำถามได้ไม่ยากเลย และค่อยกลับมาทำส่วนความถนัดและความสามารถทั่วไป โดยแบ่งเป็นพาร์ทละ ชั่วโมง และไม่ควรเกินจากนี้ จริงๆ แล้ว ส่วนภาษาไทยควรทำให้เสร็จในเวลาเพียงแค่ 40 นาที เพราะส่วนของคณิตศาสตร์-เงื่อนไขภาษา บลาๆ นั้น ใช้เวลาเยอะจริงๆ  ย้ำอีกครั้งว่า ข้อไหนรู้สึกว่าใช้เวลาเยอะ นั่งงมมานานละยังคิดไม่ออก ขอให้ข้าม ข้ามไปทำข้ออื่นๆ ก่อน ถ้ามีเวลาก็ค่อยกลับมาคิด ถ้าไม่มีก็อย่าลืมเดาไปด้วยนะ ฮ่าๆ   สำหรับข้อสอบเก่า ลองไปหาตามหน้ามอรามนะครับ จะมีข้อสอบเก่า กพ ขายเยอะมาก แล้วก็อาจจะฝึกทำจากข้อสอบ กพ ภาค ก. ก็ได้เช่นกัน แนะนำให้ทำข้อสอบเก่าเยอะๆ Practice makes perfect !  

 

 

 

 

สวัสดีครับ :)
 
วันนี้อยากจะมาแชร์วิธีการเตรียมตัวสมัครเรียนต่อต่างประเทศสำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ หรือน้องๆ ที่สนใจ (โดยเฉพาะป.โท และเอก สายวิทย์หรือวิศวะ)
โดยสิ่งที่จะเล่าให้ฟังนี้มาจากคำแนะนำของรุ่นพี่ผมและก็การรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของรุ่นน้องนะครับ
 
แรกสุด "เตรียมตังค์"  นะครับ  555 ไม่ได้พูดเล่นครับ พูดจริงๆ เพราะเราต้องสอบภาษาอังกฤษ และค่าสมัครเรียนต่อแต่ละที่ก็ไม่ใช่น้อยๆ 
 
1 วิธีการเตรียมตัวนั้นเริ่มแรกสุดเลยก็คือ ถามตัวเองก่อนว่า "เราอยากเรียนอะไร?" ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ แต่พอจะตอบจริงๆ ก็อยากใช่เล่น ฮ่าๆ  
 
สำหรับใครที่รู้ตัวเองแล้วว่าอยากเรียนอะไร คนนั้นก็ถือว่าโชคดีไป
สำหรับคนที่ยังสับสนอยู่ ก็อาจจะต้องคิดหนักหน่อย ลองมองดูรอบๆ ตัวเรา สิ่งที่เราได้ลองเรียนมาทั้งหมด ดูซิว่า เราถนัดอะไร และทำอะไรได้ดี และที่สำคัญเรา 'ชอบ' และ 'มีความสุข' ที่ได้ทำไหม ถ้าใช่หละก็ นั่นแหละคือสิ่งที่เราน่าจะชอบและอยากเรียนมากที่สุด ถ้ายังไม่ชัวร์ ก็อาจจะยังพอมีเวลาให้ค้นหาตัวเองอยู่นะ  
หรืออาจจะคิดอีกมุมว่า ในอนาคตหลังเรียนจบเราวาดไว้ว่าเราอยากทำงานแนวไหน ที่ไหน?  สิ่งเหล่านี้จะช่วยประกอบการตัดสินใจในสายการเรียนได้ดีขึ้น
 
2 "เรียนมหาลัยไหนดี?"
เป็นอีกคำถามที่ชวนปวดหัวมากเลยทีเดียว เอาหละ จะเริ่มจากไหนดีหละ
เอาเป็นว่าอย่างแรก เราเริ่มจากการ 
- แบ่งมหาลัยออกเป็นสามกลุ่ม: กลุ่มเกินเอื้อม, กลุ่มมีลุ้น และกลุ่มเซฟ (อ้างอิงตามความยากและความดังของมหาลัยที่เราคิดไว้ ฮ่าๆ)
โดยมหาลัยเหล่านี้ก็หาจากการ google นี่แหละง่ายสุด  อาจจะใส่ keywords ในการหาว่า:  (ชื่อคณะหรือสายที่อยากเรียน)+top university หรือ+ (ประเทศที่ต้องการเรียน) ไปด้วยก็ได้  แล้วก็ดูตามอันดับมหาลัยเอา หรือใครไม่สนใจอันดับก็เน้นหลักสูตรแทน

- ต่อมาก็ลองเข้าไปดูแต่ละมหาลัยที่เราคิดว่าน่าสนใจ และดูหลักสูตรของสายวิชาที่เราต้องการเรียน ว่าชอบไหม เนื้อหา วิชาเรียนตรงกับที่อยากเรียนป่าว

- และที่สำคัญให้ดูด้วยว่ามีงานวิจัยหรือแล็บที่เราสนใจอยากจะทำมั้ย เพราะการเรียนป.โทหรือเอกนั้น สิ่งสำคัญคือประสบการณ์การทำแล็บ และตัวงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์นั่นเอง

- ที่สำคัญ หากไม่ต้องการจ่ายเอง ก็ควรดูด้วยว่ามหาลัยนั้นๆ มีทุนให้กับนักเรียนต่างชาติหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นอังกฤษจะไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ และต้องแข่งขันอย่างมากหากจะรับทุนจากตัวมหาลัยเอง  ส่วนประเทศอื่นอย่างเช่นอเมริกานั้น ค่อนข้างจะมีทุนให้เป็นส่วนใหญ่

- นอกจากนั้นอาจจะดูด้วยว่าเมืองนั้นปลอดภัย น่าเรียนมากน้อยแค่ไหน สภาพแวดล้อมโอเคไหม  

 

หมายเหตุ:

*** จำไว้ว่า มหาลัยที่อันดับสูงๆ หรือดังๆ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมหาลัยที่ดีสำหรับเราเสมอไป เพราะสิ่งที่สำคัญคือตัวหลักสูตร เนื้อหาและงานวิจัยในสายคณะนั้นว่าตรงกับความชอบของเราหรือไม่

*** ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีอะไรแน่นอน เราอาจจะได้มหาลัยที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเซฟก็เป็นได้ แต่ได้กลุ่มอื่นแทน ฮ่าๆ 

*** งานหรือสาขาด้านที่เราสนใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในสาขาที่เราจบมาตอน ป.ตรี ก็ได้ ลองดูภาคอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องก้ได้ในบางมหาลัย แล็บแนวที่เราสนใจอาจจะไม่ได้อยู่ในภาคที่เราจบมาโดยตรง 

 

3 "เตรียมตัวสมัครและสอบอย่างไร?"

เอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ในการสมัครเข้าเรียนต่อต่างประเทศ

1) Statement of Purpose (SOP) 

สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะแทบทุกที่จะต้องใช้ SOP ในการสมัคร ถามว่ามันคืออะไร มันก็คือสิ่งที่บอกถึงตัวเรา เราคือใคร มาจากไหน ทำไมถึงเรียนสาขานี้ ทำไมถึงอยากเรียนมหาลัยนี้ และในอนาคตอยากทำอะไร  
ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับมันให้มากๆ และพยายามเรียบเรียงความคิดออกมาให้ดี เขียนออกมาให้ดีดี เพราะมันคือสมบัติชิ้นเดียวที่จะทำให้คณะกรรมการเค้ารู้จักเรา เห็นถึงการจัดการความคิดของเราผ่านตัวอักษรที่เรากลั่นกรองและเรียบเรียงอย่างดีแล้ว และที่สำคัญจะประทับใจหรือไม่ประทับใจในตัวเราก็ขึ้นกับสิ่งนี้แหละ 

โดยรูปแบบของการเขียนเช่น จำนวนคำ เนื้อหาที่เขียนอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยแล้วแต่มหาลัย ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Purdue จะมีชุดคำถามที่ต้องตอบใน SOP มาให้ และกำหนดจำนวนคำไม่เกิน 500 คำ, University of Texas at Austin ไม่มีชุดคำถามกำหนดให้ แต่กำหนดว่าไม่เกิน 1000 คำ 

2) คะแนนภาษาอังกฤษ

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมหาลัยและประเทศที่สมัครนะ 
ถ้าประเทศอังกฤษ ก็จะใช้ IELTS  ส่วนประเทศอื่นๆ จะใช้ TOEFL และบางมหาลัยอาจมี GRE มาด้วย โดยเฉพาะฝั่งอเมริกา  ส่วนเรื่องเกณฐ์คะแนนก็แตกต่างตามแต่ละมหาลัยและสาขาวิชา  ส่วนใหญ่ก็จะประมาณว่า IELTS เกิน 6.5-7.0  หรือ TOEFL เกิน 90-100 

3) ใบ Transcript และใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่เราจบการศึกษาล่าสุดหรือกำลังจะจบ

 

4 "เขียน SOP อย่างไรให้ดี?"

สำหรับคนที่สมัครเป็น 10 มหาลัย และหากขี้เกียจ แนะนำว่าให้เขียนโครงใหญ่ไว้ แล้วค่อยมาเปลี่ยนย่อหน้าส่วนที่เล่าถึงเหตุผลว่าทำไมอยากเข้ามหาลัยนี้ให้สอดคล้องกับแต่ละมหาลัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมหาลัยนั้นๆ มีชุดคำถามแยกต่างหาก เราก็อาจจะต้องมานั่งเพิ่มหรือลดส่วนที่เรายังไม่ได้เขียนทีหลัง 

แต่หากสมัครน้อยกว่า 10 หรือน้อยกว่า 5 มหาลัยแล้วหละก็ นั่งเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความต้องการของแต่ละมหาลัยน่าจะดีกว่า 

โดยเนื้อหาที่ควรจะมีใน SOP ก็อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้น นั่นคือ

- Background: ทำไมเราถึงชอบเรียนสาขานี้ และตอนนี้สนใจทำอะไร เพราะอะไร

- Experiences: ประสบการณ์การทำงาน วิจัย ความภาคภูมิใจและรางวัลที่ผ่านมา 

- Why chose this university: ทำไมถึงเลือกมหาลัยนี้, คิดว่ามหาลัยนี้ดีอย่างไร แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร คณะนี้ตอบโจทย์คุณอย่างไร และเราจะสามารถทำอะไรให้มหาลัยนี้ได้ไหม

- Ultimate goal: มีความฝันอยากทำอะไรในอนาคตในสาขานี้  จบแล้วจะทำอะไร 

ส่วนใหญ่ก็จะเขียนอย่างมาก 2 หน้ากระดาษ A4  วิธีการเขียน ก็เป็นการเรียงเรียงเรียงความโดยปกติ หากไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร ก็อาจจะลองหาอ่านตัวอย่างของคนอื่นที่เขียนไว้แล้วตามเว็บไซต์ต่างๆ อยากให้แค่อ่านดูเพื่อเป็นไกด์ไลน์ แต่ไม่ใช่ไปลอกความคิดเขามานะครับ อาจจะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเราได้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ พยายามเขียนให้เป็นตัวเรามากที่สุด และผมอยากจะแนะนำว่าให้เขียนเป็นเชิง "เล่าเรื่อง" มากกว่า "อธิบาย" แต่ละอย่างที่ลิสท์ไว้ข้างบนนี้  ความลื่นไหลและเอกภาพของเรียงความเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ละเรื่อง แต่ละย่อหน้าควรจะมีจุดเชื่อมต่อ และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ประโยคแรก และประโยคสุดท้าย ของ SOP ต้องสร้าง impact หรือความประทับใจให้มากที่สุด  เพราะประโยคแรกเป็นสิ่งที่จะทำให้คณะกรรมการประทับใจและอยากอ่านต่อ ประโยคสุดท้ายจะเหมือนการทิ้งความประทับใจดีดีในตัวเราให้กับเขาหลังการอ่านจบ ดังนั้นให้ความสำคัญกับย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายให้มากๆ 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ และหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย  

จริงๆ แล้วในส่วนของ SOP ยังมีเทคนิคและสิ่งที่ยังไม่ได้บอกอีกบางส่วนสำหรับการสมัครต่อป.เอก แต่รู้สึกว่าเขียนมายาวแล้ว ดังนั้นอาจจะแยกมาเป็นอีกบทความละกันนะครับ ฮ่าๆ  

 

 

ขอขอบข้อมูลต่างๆ จากคุณรุ่นพี่และรุ่นน้องจาก KAIST ด้วยนะครับ :)

สนใจอ่านเพิ่มเติม

1. Grad School Tips: บทความเสนอเทคนิคเกี่ยวกับการเตรียมตัวสมัคร PhD 

2. How did you decide where to go for graduate school (Masters and Ph.D. programs)